กาแฟ จาไมกา (JAMAICA COFFEE)

Blog

กาแฟ จาไมกา (JAMAICA COFFEE)

ประวัติศาสตร์กาแฟที่จาไมกาเริ่มต้นในปี 1728 ตอนที่ผู้ว่าการจาไมกา Sir Nicholas Lawes ได้รับของขวัญจากผู้ว่าการเกาะ Martinique เป็นต้นกาแฟหนึ่งต้น ในตอนนั้นเขาได้ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดและได้นำเอาต้นกาแฟไปปลูกในเขต St Andrew ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้นผลผลิตกาแฟในจาไมกาค่อนข้างจำกัดและในปี 1752 จาไมกาก็ส่งออกกาแฟเพียง 27 ต้นเท่านั้น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 โดยกาแฟกระจายจาก St Andrew ไปจนถึง  Blue Mountains ในปี 1800 จาไมกามีไร่กาแฟอยู่ 686 ไร่และภายในปี 1814 ผลผลิตต่อปีก็อยู่ที่ประมาณ 15,000 ตัน (แต่ก็มีการประมาณที่สูงกว่านี้มากเช่นกัน)

อุตสาหกรรมกาแฟเริ่มถดถอยลงช้าๆ หลังจากการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเหตุผลสำคัญของปัญหาคือการขาดแคลนแรงงานแม้จะมีปัญหาอื่นร่วมด้วยก็ตาม การค้าทาสถูกยกเลิกในปี 1807 แต่การปลดปล่อยทาสไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 1838 และแม้ว่าจะมีความพยายามจ้างแรงงงานคนที่เคยเป็นทาสแต่กาแฟก็ไม่สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมอื่นได้ เมื่อรวมกับการจัดการดินที่ไม่ดีและการเสียความได้เปรียบทางการค้าที่อังกฤษให้สิทธิ์แก่อาณานิคม อุตสาหกรรมกาแฟก็ถึงจุดตกต่ำ

ภายในปี 1850 มีไร่กาแฟเหลืออยู่เพียง 180 ไร่ และผลผลิตตกลงไปอยู่ที่ 1,500 ตัน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จาไมกาสามารถผลิตกาแฟได้ 4,500 ตัน แต่กลับเริ่มมีปัญหาด้านคุณภาพเกิดขึ้น ในปี 1891 มีการผ่านกฎหมายเพื่อให้ความรู้ด้านการผลิตกาแฟเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตของประเทศ และยังมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแปรรูปและคัดเกรดกาแฟโดยส่วนกลาง โครงการนี้ประสบความสำเร็จในวงจำกัดเท่านั้น แต่ก็มีการสร้าง Central Coffee Clearing House ขึ้นในปี 1944 เพื่อจัดการกาแฟทั้งหมดก่อนส่งออก และในปี 1950 คณะกรรมการกาแฟจาไมกา (Jamaican Coffee Board) ก็เกิดขึ้น

จากจุดนี้เป็นต้นมากาแฟจาก Blue Mountain เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองทีละน้อย จนมันกลายเป็นหนึ่งในกาแฟที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม มีเพียงกาแฟบางตัวเท่านั้นที่แปรรูปออกมาดี และปัจจุบันกาแฟจาไมกาก็ไม่สามารถแข่งขันกับกาแฟที่ดีที่สุดจากอเมริกากลางและใต้ หรือแอฟริกาตะวันออก กาแฟจาไมกามักมีรสสะอาด หวาน และอ่อน แต่มักขาดความซับซ้อนหรือเอกลักษณ์ที่เราคาดหวังในกาแฟชนิดพิเศษ อย่างไรก็ตาม จาไมกาก็ผลิตกาแฟที่สะอาด หวาน และทำการตลาดอย่างชาญฉลาดมานานก่อนผู้ผลิตคนอื่นจะผลิตได้ ซึ่งนั่นทำให้มันมีข้อได้เปรียบมาเป็นเวลานาน

» โปรไฟล์รสชาติ «

กาแฟจาไมก้า มีความสะอาด รสชาติหวาน และมีความชุ่มฉ่ำ พร้อมกับรสผลไม้

» พื้นที่ปลูกกาแฟ «

ประชากร : 2,711,000  คน
จำนวนกระสอบขนาด 60 กก.
ในปี 2013 : 18,000 กระสอบ

มีแหล่งปลูกเดียวที่น่าสนใจและมันเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

BLUE MOUNTAIN
Blue mountain เป็นหนึ่งในการทำการตลาดที่สำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์กาแฟเลยทีเดียว โดยพื้นที่นี้มีการกำหนดอย่างชัดเจนและได้รับการปกป้องอย่างดีมีเพียงกาแฟที่ปลูกกันที่ความสูงระหว่าง 900 ถึง 1,500 เมตร (3,000 ถึง 4,900 ฟุต) ในเขต Saint Andrew, Saint Thomas,Portland และ Saint Mary เท่านั้นที่เรียกว่าเป็น ‘Jamaica Blue mountain ’ ได้ ส่วนกาแฟที่ปลูกบนความสูงระหว่าง 450 ถึง 900 เมตร (1,500 ถึง 3,000 ฟุต) จะเรียกว่า ‘Jamaica High mountain’ และกาแฟที่ปลูกต่ำกว่านั้นจะเรียกว่า ‘Jamaica Supreme’ หรือ ‘Jamaica Low mountain’

การสืบค้นย้อนกลับสำหรับกาแฟ Blue mountain อาจค่อนข้างน่ามึนงงเล็กน้อยเพราะกาแฟส่วนใหญ่จะขายกันภายใต้ชื่อโรงสีที่แปรรูปกาแฟ โดยโรงสีเหล่านี้อาจแยกกาแฟจากไร่ขนาดใหญ่ไว้อีกกอง แต่ปกติแล้วพวกเขาจะซื้อกาแฟจากเกษตรกรรายย่อยหลายๆรายในพื้นที่

กาแฟ Blue mountain ส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน โดยมันจะถูกบรรจุไว้ในถังไม้ขนาดเล็กแทนที่จะเป็นกระสอบปอ ทั้งนี้มักมีกาแฟจำนวนหนึ่งที่แอบอ้างว่าเป็นกาแฟ Blue mountain เนื่องจากมันขายได้ราคาที่สูงนั่นเอง

ความสูง : 900 – 1,500 เมตร
ฤดูเก็บเกี่ยว : มิถุนายน – กรกฎาคม
สายพันธุ์ : Jamaica Blue mountain (มาจากสายพันธุ์ Typica,Typica )

ที่มา : หนังสือ THE WORLD ATLAS OF COFEE BY JAMES HOFFMANN

Please follow and like us:
error0
By Panbeans
MENU