การประมูลกาแฟจากแหล่งผลิต : ตลาดกาแฟเคนย่า

Blog

การประมูลกาแฟจากแหล่งผลิต : ตลาดกาแฟเคนย่า

เป็นไปได้ว่าการประมูลกาแฟอาจเป็นวิธีการซื้อขายที่สลับซับซ้อน บิดเบือนและมีประสิทธิภาพน้อยที่สุด แต่มันก็ยังเป็นหนึ่งในวิธีการแรกๆที่ถูกนำมาใช้ในการค้าขายสารกาแฟ

ในปัจจุบัน การประมูลยังเป็นวิธีการหลักในค้าขายสารกาแฟในหลายประเทศ เช่น เคนย่า แทนซาเนีย และยังช่วยรักษาภาพลักษณ์ของการค้าสินค้าคุณภาพสูงด้วย นอกจากเรื่องการค้าแล้วการประมูลยังเป็นโอกาสดี ทีเหล่าชาวไร่ นักคั่วกาแฟ และ ผู้ส่งออก ได้มาพบปะกัน เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่อยู่ต้นน้ำ จนปลายน้ำของห่วงโซ่นี้

เมื่อไม่นานมานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงในข้อกำหนด กฎหมายภายในประเทศแทนซาเนีย ทำให้เกิดการก่อร่างของกลุ่มสหกรณ์ และวิธีการประมูลในประเทศนี้ขึ้นใหม่ การประมูลระดับชาติที่รู้จักโดยทั่วกัน และระบบโครงข่ายสหกรณ์ของประเทศเคนย่า กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

การเริ่มประมูลเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

กาแฟได้ถูกนำเข้ามาในประเทศเคนย่า โดยผู้ตั้งรกรากชาวอังกฤษจากเกาะ เรนีออง (เรอูนียงเป็นหนึ่งในจังหวัดโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส )ในปี ค.ศ.1893 แต่กว่าชาวพื้นเมืองจะมีสิทธิ์ปลูกกาแฟของตัวเองได้นั้นล่วงมาจนกระทั่งปี ค.ศ.1930 แต่เดิมไร่กาแฟในเคนย่าส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นชาวอังกฤษโดยมีแรงงานทาสชาวเคนย่าเป็นแรงงาน

ความก้าวหน้าของประเทศเคนย่าในทศวรรษที่1930  หนึ่งในนั้นคือการจัดตั้งคณะกรรมการกาแฟแห่งเคนย่า ในปี ค.ศ. 1931 และต่อมามีการจัดประมูลกาแฟครั้งแรกในปี ค.ศ.1935 จนกระทั่งปี ค.ศ.1944 สหกรณ์กาแฟได้ถูกจัดตั้งขึ้น โดยมีข้อกำหนดว่าผู้เข้าร่วมต้องเป็นเจ้าของที่ดินขนาดเล็ก (5 เอเคอร์ หรือ น้อยกว่า ) ทั้งนี้สมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมคือ คณะกรรมการกาแฟที่เป็นเจ้าของที่ดินนั้นเอง

ในปี ค.ศ.1963 ประเทศเคนย่าได้รับอิสระภาพจากประเทศอังกฤษ ที่ดินที่เคยครอบครองโดยชาวอังกฤษได้ถูกรวมและแจกจ่าย ในช่วงเดียวกันนั้นสหกรณ์ได้ทำการกู้เพื่อขยายกำลังการผลิตและสร้างสถานีแปรรูปกาแฟ (โรงงานแห่งเคนย่า) ด้วยมูลค่ากว่า 4 ล้านเหรียญ เงินกู้จำนวนมหาศาลดังกล่าว ได้สร้างภาระผูกพันและส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและส่งออกกาแฟจวบจนปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ 75 เปอร์เซ็นของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟในเคนย่าถือครองโดยผู้ผลิตรายย่อย แต่ผลผลิตเพียงครึ่งเท่านั้นจากประมาณ 50 เมตริกตันต่อปี ที่ส่งเข้าสหกรณ์

รัฐบาลเคนย่านั้นให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตรของประเทศ ในฐานะที่เป็นสินค้าที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจส่งออก ในปีเดียวกันกับที่ได้รับเอกราช รัฐบาลได้จัดการประมูลกาแฟรายสัปดาห์ขึ้น  การประมูลดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันจนปัจจุบันในชื่อว่า การแลกเปลี่ยนกาแฟแห่งเคนย่า หรือ NCE (the Nairobi Coffee Exchange)

 

ข้อดีข้อเสียของงานประมูล NCE

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ระบบประมูลยังคงเป็นส่วนสำคัญของการค้ากาแฟในประเทศเคนย่า

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การประมูลถือว่าประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าประสงค์เพื่อช่วยยกระดับราคากาแฟให้สูงขึ้น และยังช่วยสร้างเสถียรภาพของราคา ไม่ให้ขึ้นลงตามราคาตลาดฟิวเจอร์ส กาแฟเคนย่าจะถูกคัดแยกเกรด คัดแยกเมล็ดก่อนการเข้าประมูล  และการประมูลกาแฟในแต่ละครั้งเรายังสามารถตรวจสอบย้อนกับไปถึงแหล่งที่มา ไร่หรือสถานีที่ทำการปลูกและแปรรูป (Washing station)อีกด้วย

การประมูล NCE แต่ละครั้งนั้นได้รับความสนใจจากประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะแบบอย่างเพื่อดำเนินการตาม ราคาในการประมูลมักอยู่ในอัตราสูง เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ กับการประมูลกาแฟรายสัปดาห์อื่นๆในโลก

หลังจากสามสิบปีจากสภาพที่เป็นอยู่ NCE ได้ทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางอย่างขึ้น โดยเริ่มต้นในปี ค.ศ.19 90 โดยมี ปัจจัยทางการเงินสำคัญสองข้อที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ข้อแรก คือ ข้อตกลงการค้ากาแฟระหว่างประเทศ ทำให้เกิดวิกฤตการราคากาแฟทั่วโลก และข้อสอง การทุจริตทางการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นของการระงับความช่วยเหลือจากนานาชาติต่อเคนย่า ในปี ค.ศ. 1991

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเคนย่า พยายามที่จะปรับปรุงสถานะของตนต่อธนาคารโลก และ พยายามฟื้นฟูตลาดการค้ากาแฟภายในประเทศ ด้วยการปฏิรูประบบประมูล อนุญาตให้ต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไนโรบี และเปิดโอกาสให้ชาวไร่สามารถเลือกค้าขายกาแฟเชอรี่กับโรงงานใดก็ได้อย่างอิสระ และ จำกัดบทบาทของคณะกรรมกาแฟต่องานบริหารงาน แค่ดูเรื่องการตลาด เช่นว่าฝ่ายการตลาดกาแฟเพื่อการประมูลมีบทบาทในการ คัดแยกคุณภาพกาแฟทั้งทางกายภาพและรสสัมผัส รวมทั้งสามารถกำหนดราคาขั้นต่ำในการประมูล หรือกระทั่งตัดสินใจว่าผู้ใดสามารถเข้าประมูลได้

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้การดำเนินการยังไม่ได้ผลตามต้องการเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดไว้ควบคุมทั้งผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงสี ผู้ค้าคนกลาง โรงจัดเก็บ และตลาดกาแฟในประเทศ ที่กล่าวมาเป็นแนวทางที่ดี แต่ด้วยการดำเนินการที่เป็นปัญหา เนื่องจากพวกพ่อค้าคนกลางที่นำกาแฟจากโรงสีของกลุ่มสหกรณ์เข้าร่วมการประมูลมักทำงานบนผลประโยชน์ของเจ้าของโรงสี หรือแย่กว่านั้น ผู้เข้าร่วมประมูลในงานอาจเป็นตัวแทนของผู้นำเข้า แม้จะมีกฎห้ามไม่ให้มีการปฏิบัติเช่นนี้ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความขัดแย้งในผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังทำให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล และเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยเสียเปรียบ เพราะพวกเขาแทบไม่ได้ติดตามเลยว่ากาแฟของพวกเขาได้รับการจัดการในระบบที่ซับซ้อนหรือไม่ อย่างไร

 

เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของตลาดการค้ากาแฟเคนย่า หรือ NCE มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตนี้ ช่วงก่อนปี ค.ศ.2002 คณะกรรมการกาแฟของเคนย่า หรือ CBK (Coffee Board of Kenya) ดำเนินงานโดยพวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ เป็นตัวแทนการตลาดเพียงแห่งเดียว จากผู้ผลิตกาแฟรายย่อยของกลุ่มสหกรณ์ในการประมูล

ในปี ค.ศ.2002 คณะกรรมการกาแฟของเคนย่า หรือ CBK ถูกจำกัดบทบาทการกำกับดูแลและ มีตัวแทนอิสระ 6 คนได้รับการแต่งตั้งจากจากบอร์ดบริหาร ต่อมาในปี ค.ศ.2006 มีการเพิ่มตัวแทนอีก 25 คน ถึงแม้ว่าจะมีการปรับปริมาณของเจ้าหน้าที่การตลาดจากฝั่งเกษตรกรก็ตาม

ปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ตามมาเกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมส่งออก  ด้วยอำนาจเพียงหยิบมือของกรมการค้าต่างประเทศที่ควบคุมมูลค่าการประมูลอันมหาศาลของพวกยักษ์ใหญ่ ในรายงานปี ค.ศ.2011 มีผู้ได้รับการอนุญาตทำการซื้อขายกว่า 76 ราย แต่มีเพียง 5 รายเท่านั้นที่มีตัวตนจริงๆ นั่นหมายความว่าอาจเกิดการฮั้วประมูลขึ้น (การสมยอมในการเสนอราคา)

Havard Business School ได้ตีพิมพ์เอกสารฉบับหนึ่ง ที่ระบุว่า ในปี ค.ศ.2004  มี “บริษัทส่งออก 4 ราย (Neumann Kaffee, Volcafe, Ecom, Dreyfus ) ควบคุมการส่งออกของประเทศกว่า 40%  ในทำนองเดียวกันมีผู้ผลิตสินค้าอุปโภค 4 รายควบคุมธุรกิจอาหารของประเทศกว่า 45% ดังนั้นขนาดของกำลังซื้อของบริษัทเหล่านี้ ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการเจรจาต่อรองราคาในประเทศ”

รายงานตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2008 ระบุว่า นักวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับรายรับของเกษตรกรที่คิดเป็นเปอร์เซนต์จากยอดการประมูลลดลง  โดยในปี ค.ศ.1975 มีรายงานว่าเกษตรกรชาวเคนย่าจะได้รับเงินคิดเป็นสัดส่วน 30% จากราคาการประมูล แต่พอปี ค.ศ.2000 กลับลดเหลือเพียง 10% เท่านั้น  เห็นได้ว่าแม้การประมูลกาแฟผ่านทาง NCE จะได้ราคาสูงเท่าใด แต่การสินค้าต้องผ่านคนกลางเป็นทอดๆที่มากชั้นเพียงใด นั้นทำให้เกษตรกร ได้รับส่วนแบ่งน้อยลงเท่านั้น

หน้าต่างบานที่สอง

ในปลายปี 2006 ภายใต้แรงกดดันที่ลดลง การค้าขายแบบไม่ผ่านการประมูล ระหว่างเกษตรกรและโรงคั่วได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องเพราะกฎหมายฉบับใหม่หรือที่เรียกว่าหน้าต่างบานที่สอง อนุญาตให้บริษัทส่งออกเอกชนสามารถขายกาแฟจากผู้ผลิตสู่บริษัทนำเข้าต่างประเทศได้โดยตรง โดยที่บริษัทส่งออกเหล่านี้ต้องมีใบอนุญาต และ มีการค้ำประกัน ทางการเงินสำหรับให้ผู้ผลิตกาแฟ

ในทางทฤษฎี เส้นทางการค้าขายรูปแบบนี้ เป็นเส้นทางที่สามารถตรวจสอบได้โดยเกษตรกรกาแฟ ทำให้เกษตรกรได้รับเงินที่สูงขึ้นและเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีกาแฟเพียงส่วนน้อยที่ถูกส่งออกผ่านหน้าต่างบานสองนี้ ทั้งข้อจำกัดของพ่อค้า  ความสามารถในการเข้าถึงตลาดภายนอกประเทศของเกษตรกรรายย่อย รวมถึงระบบที่ผูกติดยึดโยงของกลุ่มสหกรณ์และเกษตรกรทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ยังทำการขายผ่านระบบประมูล โดยมีมากกว่า 85-95% ยังคงอยู่ใน NCE

ความเสียหายจากผลกำไรที่หายไปในการประมูลแต่ละครั้งเป็นเรื่องง่ายที่สื่อในประเทศเคนย่าจะให้ความสนใจ จนกระทั่งมีบทความ กล่าวถึง กิจการข้ามชาติใช้ช่องโหว่ในการปล้นรัฐบาลเคนย่า และทำลายระบบการประมูล และดูเหมือนว่ามีความจริงบางอย่างถูกเปิดเผย เช่นว่าราคากาแฟจากงานประมูลมีราคาเฉลี่ยที่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าเหตุผลบางส่วนมาจากผู้ค้าต่างชาติ และส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่เพาะปลูก ทำให้กาแฟ 5-15 % ของกาแฟที่มีคุณภาพสูงสุด ลดลงก่อนส่งเข้าการประมูล ที่ NCE

ในขณะเดียวกันความพยายามในการใช้หน้าต่างที่สองให้เป็นทางเลือกหลักในการซื้อขายประสบปัญหาเรื่องระบบการติดตามการชำระเงิน  ทำให้รัฐบาลเคนย่าได้นำระบบการชำระเงินจาก NCE มาใช้  มาตราการนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายกลุ่ม มีความกังวลถึงการผูกขาดทางการเงิน และ ความรับผิดชอบในการรับแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งอยู่เหนืออำนาจทั่วไปของ NCE

นอกจากนี้ยังมีเรื่องอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฏหมายนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกี่ยวกับการเมือง ตัวอย่างที่เด่นชัดเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2014 เมื่อผู้ว่าการ Nyeri, Nderitu Gachagua ยึดผลผลิตกาแฟทั้งหมดของเมือง เพื่อต่อรองกับผู้แทนของNCE โดยมีเจตนาใช้ประโยชน์จากการค้าโดยตรงเพื่อเรียกราคาต่อปอนด์เพิ่ม

ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงที่ประตูการค้ากาแฟอีกบาน ถูกพวกนักการเมืองฉวยโอกาสในการกักตุนกาแฟและไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพและแหล่งที่มา กาแฟถูกทิ้งไว้ในโกดังและไม่มีผู้ซื้อ

ถือเป็นฝันร้ายสำหรับทุกฝ่าย ผู้ซื้อกาแฟ ไม่สามารถซื้อหากาแฟตามช่องทางปกติที่น่าเชื่อถือ  สหกรณ์แต่ละแห่งต้องรับมือกับปัญหาเอง รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์ เหล่าเกษตรกรก็ถูกทิ้งภายใต้ซากผุพังนี้ ส่วนกาแฟคุณภาพที่ขายไม่ได้ก็อยู่ในโรงเก็บของจังหวัด สุดท้ายแล้ว กว่า NCE จะได้ประมูลกาแฟส่วนใหญ่ก็ช่วงปลายฤดูทำให้สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้จนถึงเดือนธันวาคม คือในระหว่างการเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป นั่นส่งผลต่อการเก็บเกี่ยวในรอบหน้าด้วย

อย่างไรก็ตาม “หน้าต่างที่สอง” สามารถถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธภาพ โดยผลประโยชน์ทั้งหมดถึงเกษตรกรและผู้ซื้อ ตัวอย่างเช่น บริษัทนำเข้า Royal Coffee ช่วงเวลาที่จ้างตัวแทนทำการประมูล เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้กาแฟที่ยอดเยี่ยมนั้นผ่านไปแล้ว  ประธานบริษัทกล่าวว่า ส่วนใหญ่กาแฟของ Royal มาจากการซื้อขายโดยตรงผ่านKCCE(Kenya Cooperative Coffee Exporters) ซึ่งเป็นเครือข่ายสหภาพแรงงานเกษตรกร

มันเป็นการยืนยันว่าเงินได้ถูกใช้จ่ายในการคัดคุณภาพ และ สามารถตรวจสอบย้อนหลัง ไปถึงแหล่งเพาะปลูกได้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ทางบริษัทได้จัดโครงการพิเศษ เพื่อให้สหกรณ์ที่มีสัญญาการซื้อขายระยะยาวกับบริษัทได้รับราคากาแฟสูงกว่าราคาประมูล เพื่อแลกกับคุณภาพกาแฟที่ดีขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะตัวและถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับวิธีการซื้อขายโดยตรงระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ และยังเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในห่วงโซ่อุปทานนี้ด้วย

Credit :  Royal Coffee blog / Chris Kornman  from https://dailycoffeenews.com

Please follow and like us:
error0
By Kochapat
MENU