ทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ในการชงกาแฟแบบ Pour over

Blog

ทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ในการชงกาแฟแบบ Pour over

ทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ในการชงกาแฟแบบ Pour over

การดื่มกาแฟจากการชงแบบ Pour over (การเทหรือรินน้ำผ่านกาแฟ) ได้รับการยอมรับจากวงการกาแฟ และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งยังมีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเทคนิคการทำและเครื่องมือ เครื่องไม้ที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้

วิธีการชงผ่านตัวกรองหรือ ฟิลเตอร์ (filter) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเวทีการแข่งขันกาแฟ หรือหาดื่มได้แค่เฉพาะร้านกาแฟพิเศษเท่านั้น หัวใจหลักของกาแฟแบบ Pour over คือวิธีการชงที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนที่จะทำให้คุณได้ดื่มกาแฟที่มีรสชาติดี ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้และหัดชง หรือเป็นบาริสต้าผู้ช่ำชองระดับหนึ่ง วิธีการชงแบบดริปเหมาะกับคุณทั้งนั้น เนื้อหาต่อไปจากนี้อาจจะพอนำทางคุณสู่การดื่มกาแฟแบบ Pour over ได้ไม่มากก็น้อย

กาแฟ Pour Over คืออะไร ?

วิธี Pour over คือ ความเกี่ยวเนื่องของการเทน้ำร้อนผ่านกาแฟที่ถูกบดเป็นผงๆ และวางอยู่บนตัวกรอง หรือเราเรียกทับศัพท์ว่า ฟิลเตอร์ น้ำร้อนจะไหลผ่านผงกาแฟบดเหล่านั้นและ สกัดเอากลิ่นรส และสารสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในกาแฟออกมา ก่อนถูกกรองลงในภาชนะรองรับ Pour over เป็นที่รู้จักกันว่าคือกาแฟฟิลเตอร์หรือกาแฟดริป เทคนิคพวกนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปมาตั้งแต่ศตวรรษ 1900 หรือที่อื่น ๆ นานกว่านั้น
แต่มันถูก “ค้นพบอีกครั้ง” โดยกระแสกลุ่มคนที่นิยมกาแฟยุคใหม่ คือยุคที่เรียกว่า กาแฟพิเศษ ( Specialty coffee) หรือ (Third wave of coffee) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทำไมต้องใช้วิธี Pour Over ?

วิธีการ Pour over สามารถดึงกลิ่นรสสัมผัสที่สลับซับซ้อนของกาแฟได้ดีกว่าวิธีการต้มหรือการสกัดกาแฟแบบอื่นๆ จึงทำให้การทำกาแฟแบบ Pour over เป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการดื่มกาแฟที่มาจากแหล่งกำเนิดเดียว (Single origin) เนื่องจากวิธีการนี้ช่วยดึงรสชาติเอกลักษณ์และกลิ่นหอมอันแจ่มชัด

กาแฟฟิลเตอร์ที่ดีจะให้ความรู้สึกสะอาด ชัดเจน และมีความคงเส้นคงวาในรสชาติ นี่เป็นเพราะน้ำที่ถูกรินได้เข้าไปสกัดน้ำมันและกลิ่นที่มีอยู่ในกาแฟด้วยเวลาที่สอดคล้องกัน ผนวกกับแรงดันของน้ำที่ไหลรินตามธรรมชาติ จากนั้นตัวกรองจะดักน้ำมันที่ถูกสกัดออกมาจากกาแฟ จนนำมาซึ่งน้ำกาแฟที่สะอาด

เนื่องจากการทำกาแฟแบบ Pour over คือลักษณะการสเปรย์น้ำหรือรินน้ำรดลงบนกาแฟบด (Infusion) จึงมีประสิทธิภาพในการสกัดสารละลายกาแฟมากกว่าเทคนิคการแช่ เช่นการทำกาแฟแบบ French press วิธีการแช่ (Immersion) ทำให้กาแฟอุ้มน้ำในขณะที่ Pour over ใช้การเทน้ำที่มีปริมาณสม่ำเสมอ ทว่าการทำกาแฟแบบ Pour over ก็มีเรื่องท้าทายอยู่บ้าง เนื่องเพราะมันเป็นวิธีการที่ใช้มือของคนในการเท ดังนั้นอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งเทคนิคการเทที่ไม่ดีก็มีส่วนต่อรสชาติเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

วิธีการ Infusion ทั้งหมด (รวมถึงกาแฟแบบเอสเปรสโซ) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโพรงหรือช่องว่างระหว่างผงกาแฟ ที่ซึ่งโดยธรรมชาติของการไหลของน้ำจะหาทางที่ไหลผ่านง่าย และนั่นอาจจะเกิดขึ้นรอบ ๆ กาแฟบด สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการกระจุก หรือการกระจายตัวของผงกาแฟที่ไม่สม่ำเสมอ อันเป็นผลให้กาแฟบางส่วนจะไม่ถูกสกัดออกมา นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่บาริสต้าควรต้องเรียนรู้

มันเป็นเรื่องยากที่จะทำซ้ำด้วยการเทเหมือนเดิมๆ อย่างแม่นยำทุกครั้ง เจ้าของร้านกาแฟและบาริสต้าบางคนชอบที่จะใช้เครื่องทำแบบอัตโนมัติ (Batch brewer) ที่ได้รับรองจาก SCA (สมาคมกาแฟพิเศษ) แทน เครื่องเหล่านี้นำระบบอัตโนมัติมาใช้กับวิธีการข้างต้นนี้ ซึ่งมันสามารถให้รสชาติกาแฟที่คงเส้นคงวามากกว่าการเทด้วยมือ

อุปกรณ์อะไรที่คุณจำเป็นต้องมี?

มีตัวเลือกมากมายสำหรับการเลือกหาอุปกรณ์การเท แต่คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายในอุปกรณ์ทั้งหมด คุณสามารถเริ่มต้นด้วยอุปกรณ์อย่างง่ายและตัวกรองสักอย่าง แล้วค่อยเพิ่มอุปกรณ์ตามที่คุณเลือก
เรามาดูอุปกรณ์พื้นฐานกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

Dripper ดริปเปอร์ เป็นเพียงชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่รองรับตัวกรองและกากกาแฟ  V60, Kalita Wave และ Melitta ฯลฯ เป็นตัวเลือกยอดนิยม ดริปเปอร์จะถูกวางอยู่ด้านบนของถ้วยหรือโถเล็กๆ ซึ่งถ้วยหรือโถ ตามแต่จะเรียกสามารถปรับเปลี่ยนเอาอะไรมารองก็ได้ตามแต่สะดวกในการจัดหา แต่ตัวดริปเปอร์แต่ละตัวนั้นมีคุณสมบัติตามแต่การออกแบบ เพื่อการไหลของน้ำที่จะส่งผลต่อการสกัดกลิ่นรสของกาแฟนั้นๆ

ข้อดีของการใช้อุปกรณ์ใด ๆ เหล่านี้ก็คือพวกมันมีอยู่อย่างกว้างขวาง เป็นที่นิยมหาซื้อง่าย และใช้งานง่าย พร้อมกันนั้นยังมีตัวกรองหรือเรียกว่า ฟิลเตอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับแต่ละยี่ห้อแต่ละรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีคู่มือออนไลน์และวิดีโอสาธิตการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ เต็มไปหมดเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างถูกต้องและปรับตามความจำเป็น

หากคุณยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อหาแบบไหน ลองหาร้านกาแฟพิเศษสักร้าน แล้วลองสอบถามกับบาริสต้า ว่าเขาใช้แบบไหนและทำไมเขาถึงใช้แบบนี้ คุณอาจจะได้คำตอบในเบื้องต้น

Filter ฟิลเตอร์หรือตัวกรอง มีทั้งแบบกระดาษ หรือผ้าบางๆ มีแบบฟอกขาวและไม่ฟอกขาว
คุณอาจคิดว่าตัวกรองเป็นส่วนที่ขัดแย้งกันน้อยที่สุดในการทำกาแฟดริป แต่ก็มีการถกเถียงกันอยู่เรื่อยๆ ว่าจะใช้ตัวกรองแบบไหน ตัวกรองบางตัวถูกออกแบบมาเพื่อให้พอดีกับอุปกรณ์เฉพาะ บางคนบอกว่าฟิลเตอร์กระดาษสร้างรสชาติของกระดาษอันไม่พึงประสงค์ให้กาแฟแก้วนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเป็นกระดาษกรองแบบฟอกขาว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คุณแค่ล้างตัวกรองของคุณก่อนที่จะใช้งาน ส่วนฟิลเตอร์แบบผ้ากรอง (ให้นึกถึงร้านกาแฟโบราณ) มีมาเป็นเวลานานและบางคนชอบเพราะมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรสชาติกาแฟ และยังกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากระดาษ  สุดท้ายแล้วอยู่ที่คุณเลือก หลักการง่ายๆ สำหรับมือใหม่หรือมือเก่า คือ เอาที่สะดวกและเข้ากับตัวดริปเปอร์ที่คุณมี แค่นั้นก็พอแล้ว

Scales เครื่องชั่ง คุณอาจไม่คิดว่าเครื่องชั่งมีความสำคัญนัก แต่ถ้าคุณต้องการทำกาแฟให้ออกมาดีสักแก้วหนึ่งนั้น คุณควรลงทุนซื้อเครื่องชั่งดิจิตอลสักเครื่อง เพื่อนำมาใช้วัดปริมาณผงกาแฟและน้ำที่คุณเทในการทำแต่ละครั้ง มันช่วยให้คุณเรียนรู้ว่ากาแฟที่คุณทำออกมาคุณชอบหรือไม่ชอบ ถ้าคุณชอบคุณสามารถทำซ้ำสูตรนั้นหรือถ้าไม่ชอบคุณสามารถปรับแต่งมันเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้

Kettles กาต้มน้ำ คุณเคยเห็นบาริสต้าเทน้ำจากกาต้มน้ำทองแดงใบเล็กๆ และเคยสงสัยไหมว่าว่าทำไม? คุณไม่สามารถใช้กาต้มน้ำไฟฟ้าที่คุณเห็นได้ทั่วไปได้หรือ คำตอบคือ ใช่ สามารถใช้ได้. แต่คุณอาจเลือกที่จะไม่ใช้มัน
เช่นเดียวกับหลาย ๆ อย่างในกาแฟพิเศษ ปัจจัยที่สำคัญก็คือความสม่ำเสมอ ความคงเส้นคงวา กาต้มน้ำถูกที่ออกแบบมาสำหรับการทำกาแฟ Pour over โดยเฉพาะนั้นได้รับการออกแบบเพื่อรักษาอุณหภูมิน้ำให้คงที่ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสร้างการสกัดที่คงเส้นคงวา และคอห่านยาวบางๆ นั้นถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมการไหลของน้ำ น้ำมีแนวโน้มที่จะพุ่งออกมาโดยแรงจากกาต้มน้ำด้วยท่อรางไหลของน้ำที่สั้นกว่า
ไม่ว่าคุณจะเลือกกาต้มน้ำแบบไหน อย่ามองข้างเรื่องของอุณหภูมิของน้ำ เพราะอุณหภูมินั้นมีประโยชน์และส่งผลต่อการสกัดกาแฟแก้วนั้นของคุณ

แล้วเราใช้กาแฟแบบไหน?

ตอนนี้คุณมีอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำกาแฟแบบ Pour over แล้ว คำถามคือคุณควรใช้กาแฟชนิดใด กาแฟแบบใด? มีปัจจัยเล็กน้อยที่ควรพิจารณาในการเลือกเมล็ดกาแฟของคุณดังนี้

Roast Profile ข้อมูลการคั่ว
เนื่องจากวิธีแบบ Pour over เป็นการทำกาแฟเพื่อเน้นกลิ่นรสอันลุ่มลึกและกลิ่นหอมอันละเอียดอ่อน คุณอาจต้องเลือกกาแฟที่คั่วอ่อนนิดๆ สารกาแฟที่คั่วในโปรไฟล์นี้จะให้ความกระจ่างชัดในรสรูปที่สุด พร้อมดึงรสชาติที่เป็น Acidity (ความเป็นกรดในกาแฟ) อย่างดีที่สุดด้วย

มีคำกล่าวว่ากาแฟที่คั่วแบบอ่อนนั้นจะแสดงคุณภาพที่แท้จริงของกาแฟนั้นๆ มากที่สุด  แน่นอนว่าคุณสามารถใช้กาแฟที่คั่วระดับปานกลางหรือกาแฟที่คั่วเข้มได้หากคุณต้องการดื่มแบบนั้น แต่อย่าลืมว่าการทำกาแฟแบบนี้เหมาะกับการดึงกลิ่นรสที่ละเอียดอ่อนของกาแฟมากกว่า

Grind Size ขนาดผงบด

ขนาดผงกาแฟมีผลต่ออัตราการสกัดสิ่งที่มีอยู่ในตัวกาแฟ วิธีทำกาแฟแบบ Pour Over เป็นวิธีการเทน้ำซึ่งหมายความว่าผงกาแฟและน้ำสัมผัสกันเป็นเวลาสั้นกว่าวิธีการแบบแช่ แต่นานกว่าการทำแบบเอสเพรสโซ่ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องให้ผงกาแฟมีพื้นที่ผิวที่เพียงพอในการสกัดผ่านตัวกรองก่อนที่น้ำกาแฟจะไหลผ่านเข้าไปในถ้วยรองรับ แต่ทั้งนี้ขนาดของหน้าพื้นผิวสัมผัสจะต้องไม่มากจนเกินไป เพรามันจะทำให้การสกัดกาแฟนั้นยังไม่ดีพอ( under-extract) และยังผลให้เกิดรสขมได้

คำถามตามมาคือ ควรบดขนาดใด ซึ่งไม่มีคำตอบตายตัวอีกเช่นกัน คุณควรเริ่มต้นด้วยการบดขนาดกลางๆ แล้วประเมินกาแฟแก้วนั้นของคุณ และปรับแต่งตามความต้องการ หากมันดูเจือจาง บางๆหรือออกเปรี้ยวไปหน่อย คุณอาจจะปรับให้มันละเอียดกว่านี้ หากมันออกรสขมและไม่ให้รสหวานใดๆ ออกมาเลยให้ลองใช้ค่าหยาบๆ อาจจะได้กาแฟแก้วที่คุณถูกใจก็เป็นได้
การลงทุนในเครื่องบดที่มีคุณภาพดีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างหนึ่ง เครื่องบดกาแฟที่มีคุณภาพช่วยให้กาแฟที่ถูกบดออกมามีขนาดเท่ากันสม่ำเสมอ ส่วนเครื่องบดคุณภาพต่ำย่อมให้ผลในทางตรงกันข้าม
ชิ้นส่วนกาแฟขนาดเล็กที่มันแตกตัวออกมาจากการถูกเครื่องบดคุณภาพต่ำนั้นอาจสกัดน้ำกาแฟออกมาอย่างรวดเร็วเกินไป และนั่นทำให้คุณต้องทิ้งกาแฟแก้วนั้นของคุณเลยก็ได้
ข้อได้เปรียบของการบดกาแฟที่ได้ขนาดเหมาะสมคือคุณจะได้ เนื้อสัมผัส (body) และกลิ่นของกาแฟที่ดีจากกาแฟนั้นๆ และถ้าคุณสกัดอย่างรวดเร็วขึ้นอีกหน่อย คุณอาจจะได้รับรสหวานและความสะอาดที่คุณต้องการได้

ควรใช้อัตราส่วนกาแฟกับน้ำเท่าไร?

คุณจะเห็นว่ามีอัตราส่วนที่แนะนำแตกต่างกันมากมาย แต่ 1:17 (กาแฟ 1 กรัมต่อน้ำ 17 กรัม) เป็นค่าเริ่มต้นที่ดีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยอัตราส่วนนี้ แล้วปรับตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อการสกัด เช่นขนาดการบด หรืออุณหภูมิน้ำทีละครั้งจนกว่าคุณจะพบสูตรที่คุณเห็นว่าลงตัว

จากนั้นลองเปลี่ยนอัตราส่วนกาแฟต่อปริมาณน้ำ หากการชงของคุณดูเจือจางหรือดูบางเบา ให้ลองเพิ่มกาแฟมากขึ้นโดยไม่เปลี่ยนตัวแปรอื่นๆ และประเมินดูว่ารสชาติกาแฟดีขึ้นหรือไม่ หากคุณพบว่ากาแฟของคุณเข้มข้นเกินไปลองลดปริมาณกาแฟลง แต่อย่าลืมสังเกต จดจำมันถึงสิ่งต่างๆที่คุณปรับเปลี่ยนเพื่อให้คุณสามารถชงกาแฟตัวนั้นซ้ำได้อีกในรูปแบบที่ลงตัวในคราวต่อไป

สุดท้าย อย่าลืมเรื่องความสะอาดของน้ำ น้ำจากท่อประปาอาจมีแร่ธาตุและสารปนเปื้อนไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลต่อรสชาติ ดังนั้นจึงควรใช้น้ำที่ผ่านการกรองเรียบร้อยแล้ว

เทคนิคการเทแบบใดดีที่สุด?

หลายๆคนที่หลงใหลการดื่มกาแฟรูปแบบนี้และเริ่มมีความคิดที่จะลองทำดื่มเอง แน่นอนว่ามันไม่ได้ยากเลยในการจัดหาอุปกรณ์ที่ได้แนะนำไปข้างต้นของบทความ แต่การทำล่ะ การเทน้ำผ่านกาแฟที่อยู่บนตัวกรองต้องทำอย่างไร ข้อแนะนำเบื้องต้นคือ ให้คุณเลี่ยงการดูวิดีโอเกี่ยวกับเทคนิคที่มากเกินไป มันสามารถครอบงำคุณได้อย่างรวดเร็ว และนั่นอาจจะทำให้คุณลืมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์โดยธรรมชาติ คุณควรเริ่มต้นง่ายๆ เป็นต้นว่า ควบคุมความสม่ำเสมอในการริน จับสังเกตการพองตัวของกาแฟ มีจังหวะการเท และเทน้ำวนซ้ำเพื่อให้ได้การสกัดที่สม่ำเสมอ หลายคนเทน้ำเป็นวงกลมวนอยู่ตรงกลางของกาแฟ ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้คนชงหรือบาริสต้าคงการไหลของน้ำกาแฟที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้คุณสามารถทำกาแฟของคุณตามวิธีที่มีรายละเอียดมากขึ้น หรือทำลายกฎเกณฑ์ทั้งหมดเมื่อคุณคุ้นเคยกับพื้นฐานที่มากขึ้น เพราะมันไม่มีอะไรตายตัวเสมอไป แล้วประสบการณ์จะบอกคุณได้เอง

บลูมหรือการพองตัวของกาแฟ

การบลูม หรือการพองตัว (Bloom) คือการเกิดการพองตัวและเกิดฟองขึ้นเมื่อคุณเทน้ำลงบนกาแฟในครั้งแรก การพองตัวนี้เกิดจาก การคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกาแฟที่ถูกสร้างขึ้นในกระบวนการคั่ว กาแฟที่คั่วแบบอ่อน และกาแฟคั่วมาใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะเกิดการพองตัวหรือการบลูมของกาแฟได้ดี เพราะมักจะมีก๊าซอยู่มาก

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถขัดขวางการสกัดกาแฟของน้ำที่เราเทลงไปได้ เพราะก๊าซมันผลักน้ำทำให้ผงกาแฟบดกระจายตัวไม่สม่ำเสมอและเกิดช่องว่าง  ดังนั้นการเทน้ำแรกเพื่อปล่อยให้ก๊าซคายตัวออกมานั้นเพิ่มโอกาสในการสกัดอย่างต่อเนื่อง

วิธีการพื้นฐานสำหรับการเทน้ำครั้งแรกเพื่อคายก๊าซ คือให้คุณค่อยๆ เทน้ำลงบนกาแฟโดยรอบ ให้ทั่วพื้นผิวกาแฟสักสองครั้ง ถ้าคุณมีกาแฟ 15 กรัมให้เทน้ำราวๆ 30 มิลลิลิตร จากนั้นรอ 30 ถึง 45 วินาทีจนกระทั่งสังเกตได้ว่ากาแฟที่พองขึ้นมานั้นยุบตัวลง เป็นอันใช้ได้

จังหวะการเท และความต่อเนื่องในการเท

จังหวะการเทน้ำ หมายถึงการใช้น้ำในปริมาณที่เฉพาะเจาะจงเทลงบนกาแฟหลายครั้ง  คุณสามารถทดลองปริมาณน้ำและจำนวนเท เทคนิคนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดช่องและป้องกันไม่ให้ผงกาแฟเกาะค้างอยู่ที่ฟิลเตอร์  และยังเป็นการทำให้กาแฟบดที่อยู่บนตัวกรองเคลื่อนที่น้อยที่สุด ช่วยสร้างการสัมผัสกับน้ำได้มากขึ้น

วิธีหนึ่งสำหรับการเทน้ำคือ วิธีเทน้ำแบบต่อเนื่องโดยบาริสต้าจะเทน้ำด้วยอัตราการไหลคงที่เท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่หยุด

การเทอย่างต่อเนื่องมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคงเส้นคงวาของการไหลและความชุ่มน้ำของกาแฟเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ทว่าจังหวะการเทนั้นขึ้นอยู่กับบาริสต้าหรือคนทำแต่ละคนได้

คุณสามารถใช้เทคนิคการเทน้ำเป็นตัวแปรอีกหนึ่งตัวในการคิดค้นหรือปรับสูตรกาแฟของคุณ การเทน้ำที่แตกต่างกัน ทั้งจังหวะหรือความต่อเนื่องมีผลต่อการสกัดตัวของกาแฟทั้งสิ้นและแน่นอนว่ากาแฟที่ออกมาในแก้วหนึ่งๆ นั้นย่อมต่างออกไป

Agitation ความไม่อยู่นิ่ง กระจัดกระจายของกาแฟ

ความไม่อยู่นิ่ง การกระจายตัวของกาแฟบดที่อยู่บนตัวกรอง เป็นสิ่งที่พบเห็นอยู่ตลอดในระหว่างการเทน้ำ มีหลายรูปแบบทั้งการหมุนวน การกระจายตัว แตกตัว

การเทน้ำลงบนกาแฟบดอาจเกิดการปั่นป่วน กระจัดกระจายตัวของกาแฟ หรือทำให้กาแฟหมุนวนและไปกองกระจุกมุมใดมุมหนึ่งของตัวกรอง

เพื่อให้แน่ใจได้ว่ากาแฟบดที่อยู่ในตัวกรองนั้นชุ่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ ความเร็วของน้ำที่ไหลลงมาสัมผัสพื้นผิวกาแฟจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอีกเรื่องหนึ่ง

การดื่มกาแฟแบบ Pour over เป็นการดื่มอีกแบบหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ทุกวันและไม่ยุ่งยากเลย เพียงแค่คุณทำความเข้าใจหัวข้อสำคัญที่กล่าวมา คุณก็สามารถทำกาแฟที่ดีได้แล้ว และยิ่งถ้าคุณมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีครบพร้อมด้วยแล้ว คุณสามารถเรียนรู้ ปรับแต่งจนได้กาแฟที่ดี และมีความสุขในการดื่มด่ำมัน

 

Credit : www.perfectdailygrind.com

Please follow and like us:
error0
By jen
MENU